
Podcast เด็กรู้สู้ภัย – อันตรายจากสารเคมีภายในบ้าน
อันตรายจากเรื่องใกล้ตัวภายในบ้าน เช่น สีทาบ้าน กลิ่นใหม่ของเฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่สารเคลือบกระทะ เหล่ามีมักมีสารเคมีผสมอยู่ หากเราสูดดมหรือใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างไม่ระวังก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
ผมเชื่อว่าหลายๆคนมักจะคิดว่าการที่เราอยู่ในบ้านอาจปลอดภัยกว่าการอยู่ข้างนอกเพราะข้างนอกนั้นมีทั้งฝุ่นมลพิษต่างๆมากมาย แต่ความจริงแล้วการที่เราอยู่ในบ้านนั้นอาจอันตรายกว่าก็ได้เพราะในบ้านนั้นเต็มไปด้วยสารเคมีสารพิษต่างๆมากมาย
ในวันนี้ผมจึงจะมาพูดถึงอันตรายจากสารพิษและสารเคมีต่างๆภายในบ้านนั่นเองครับ
โดยที่พื้นที่ที่มีสารพิษและสารเคมีอยู่แบ่งเป็นทั้งหมด 3 ส่วนด้วยกันครับได้แก่
- พื้นและผนังบ้าน
- ห้องนั่งเล่นและห้องนอน
- ห้องครัว
พื้นและผนังบ้าน
ที่แรกที่ผมอยากคุยในวันนี้นะครับก็คือบริเวณพื้นผนังบ้านครับ เมื่อพูดถึงผนังบ้านเราก็มักจะนึกถึงสีทาบ้านครับใช่ไหมครับแน่นอนว่าสีเหล่านั้นมีสารเคมีครับเช่น
- สารตะกั่ว
- สารไซรีน
- โครเมียม
- โทลูอีน
- ตัวทำลายอินทรี
ซึ่งสารเคมีต่างๆนี้มันล้วนป็นสารที่อันตรายต่อร่างกายเราได้
สารตะกั่ว (Lead)
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดแดงมีผลต่อระบบประสาทและทำให้เกิดอันตรายต่อไตได้
โครเมียม (Cromium)
สามารถทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดการระคายเคือง
ไต ตับ และปอดจะทำงานผิดปกติ ระบบหายทำงานหนักเสี่ยงกับการเสียชีวิตแบบฉับพลัน
โทลูอีน (Toluene)
เป็นสารระเหยไวไฟและเป็นสารเสพติดประเภทหนึ่งมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางเกิดอาการสั่นเวียนหัวคลื่นไส้และถ้าได้รับเป็นเวลานานอาจทำให้ความจำเสื่อมสมองถูกทำลายได้
ไซรีน (Xylene)
รุนแรงกว่าโทลูอีนมีผลกดระบบประสาทส่วนกลางทำให้เกิดอาการความจำเสื่อมหวาดกลัวอ่อนเพลียปวดศรีษะทรงตัวลำบากคลื่นไส้อาเจียนผิวหนังแห้งเกิดโรคผิวหนังและมักพบเป็นโรคไตร่วมด้วย
ตัวทำลายสารอินทรีย์ (Solvents)
ระคายเคืองตาผิวหนังถ้าได้รับในปริมาณสูงเกินขนาดอาจทำให้พิษเรื้อรังมีผลต่อระบบหายใจและปอดหรืออาจมีอาการมึนเมาประสาทหลอนควบคุมตนเองไม่ได้
ซึ่งในระหว่างที่เราทาสีหรือเพิ่งทาเสร็จใหม่ๆ เรามักจะได้กลิ่นฉุนที่เป็นกลิ่นของสารเคมีที่ลอยออกมาในอากาศ สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการเปิดหน้าต่างระบายอากาศ และใส่หน้ากากเพื่อป้องกันละอองหรือไอของสารพิษไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ครับ
และในช่วงแรกๆสีนั้นมันก็เป็นอันตรายแต่มันไม่ได้อันตรายเเค่ช่วงแรกเท่านั้น หลายคนก็เคยเจอปัญหานี้นะครับก็คือเมื่อเวลาผ่านไปนานสีที่เราทาไว้มันก็จะลอกออกมาซึ่งพอสีนั้นลอกออกมามันก็อันตรายมากๆ ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังคือห้ามเอามือไปจับเพราะว่าสีนั้นอาจกระจายและฟุ้งไปในอากาศรวมถึงถ้าเราเอามือเข้าไปจับโดยที่ไม่ได้ล้างมือแล้วไปกินอาหารมันก็จะสามารถเข้าไปในร่างกายได้ง่ายซึ่งทำให้เกิดอันตรายนั่นเองครับ
ห้องนั่งเล่นและห้องนอน
ต่อมานะครับคือห้องนั่งเล่นห้องนี้นั้นก็เป็นห้องที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษไม่มีภัยแต่ความจริงแล้วมันก็เต็มไปด้วยสารพิษสารเคมีมากมายโดยเฉพาะในเฟอร์นิเจอร์ครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้อัด พลาสติก หลือทำจากอย่างอื่น รวมถึงพรมที่อยู่บนพื้นก็ล้วนมีสารเคมีสารพิษอยู่
ซึ่งสารพิษที่เราพบบ่อยมากที่สุดก็คือสาร ฟอร์มาลดีไฮด์ ทุกคนจำตอนที่เราซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้ามาใหม่ๆได้ไหมครับมันนั้นมักจะมีกลิ่นหนึ่งที่เราจะได้กลิ่นก็คือกินของใหม่ครับซึ่งกลิ่นนั้นมันก็คือกลิ่นของสารฟาร์มอลดีไฮด์นั้นแหละครับ ซึ่งถ้าเราสัมผัสสารตัวนี้โดยตรงมันก็จะทำให้เราเกิดอาการ
- ระคายเคืองต่อผิวหนัง
- ทำให้เกิดผื่นคัน
- ผื่นแดง
- หากสัมผัสโดยตรงจะทำให้ผิวหนังไหม้เป็นสีขาว
- ระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้
ซึ่งสารตัวนี้นั้นก็เป็นสารที่อันตรายมากๆเลยครับ
ที่ที่มีสารเคมี
สิ่งเหล่านี้มีสารเคมีอะไรบ้าง
- ฟอร์มาลดีไฮด์
- สไตรีน
- ไซรีน
- ไตรคลอโรเอทิลีน
- ฟอร์มาลดีไฮด์
- ไตรคลอโรเอทิลีน
- ทาเลต
และนั่นก็คือสารเคมีส่วนใหญ่ในเฟอร์นิเจอร์ที่มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่นั่นเองครับ
รู้จักกับโรคแพ้ตึกและโรคแพ้รถใหม่
ทั้งสองโรคนี้เกิดขึ้นจากสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นส่วนผสมของสีวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ต่างในรถ
โดยสารเคมีต่างๆที่อยู่ในของพวกนี้ก็จะมี ฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน เบนซีน ไซลีน
เป็นต้นสารพวกนี้ระเหยง่ายและมีจุดเดือดต่ำจึงทำให้แม้ห้องมีอุณหภูมิ25องศามันก็สามารถกลายเป็นแก๊สได้ นอกจากนี้คนที่ได้สัมผัสสารเหล่านี้ก็จะมีอาการ ระคายเคือง ผิวหนัง ตา และจมูก โดยสารเหล่านี้เราก็สามารถได้รับจากการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันอีกด้วยเช่น น้ำหอม
สเปรย์ฉีดผม ยาฆ่าเชื้อ ยาฆ่าหญ้า น้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งถ้าเราใช้สารที่มีฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีความเข้มข้นมากๆมันก็จะทำให้เกิดอาการ อาเจียน ท้องเสีย ชัก ถ้าสัมผัสนานก็จะส่งผลต่อดวงตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ ในกรณีร้ายแรงอาจทำให้เสียชีวิดได้
วิธีการป้องกันโรคแพ้ตึก
ตอนนี้ประเทศไทยเราก็ได้มีการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆมากมายขึ้นมา ทำให้ในอาคารนั้นมีสารเคมีและฝุ่นอยู่มากมายคนจึงเป็นโรคนี้กันมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรที่จะใช้สิ่งก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้วิธีการเบกเอาต์(bake out)โดยให้อุณหภูมิสูงขึ้นแล้วระบายอากาศซำ้ๆนอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ่านเพื่อดูดซับสารพิษและการปลูกพืชเพื่อให้ใบรับสารพิษ
โดยจากการวิจัยของ นาซา ก็พบว่าต้นยางอินเดียมันสามารถจะกำจัดสารฟอร์มาลดีไฮด์ได้ดี ส่วนต้นวาสนานั้นก็สามารถกำจัดโทลูอีนได้อีกด้วย
วิธีการป้องกันโรคแพ้รถใหม่
-โดยปกติแล้วรถที่เพิ่งซื้อมาใหม่ในช่วง2-3เดือนเเรกมันจะมีความเข้มข้นของสารอินทรีย์ ดังนั้นเมื่อเราซื้อรถใหม่ก็ควรที่จะระบายความอากาศเพื่อป้องกันโรคนี้
– ก่อนขึ้นรถหรือขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่ควรเปิดหน้าต่างไว้
– ควรแกะพลาสติกออกมาทันทีหลังซื้อรถใหม่เพื่อที่จะช่วยให้รถของเราระบายอากาศ
– ทำความสะอาดเป็นประจำช่วยให้ลดสารพิษได้
ห้องครัว
และสุดท้ายนะครับก็คือห้องครัว
ห้องนี้นะครับก็เป็นห้องที่หลายๆคนก็คิดว่ามีสารพิษมากมายแล้วจะมักอยู่ในอาหารและเครื่องปรุง
แต่ความจริงแล้วมันก็ยังอยู่ในผลิตภัณฑ์กับภาชนะด้วยครับ ซึ่งก็จะมีสารพิษดังนี้ครับ
1.perfluolinated chemicals (เปอร์ฟลูออโรเนท)
มีผลต่อการทำงานของไทรอยด์อีกทั้งยังมีผลต่อภาวะการเจริญพันธุ์ของทั้งชายและหญิงโดยเฉพาะการผลิตไข่ของเพศหญิง
2.Bisphenol A (หรือ BPA)
สามารถสร้างความผิดปกติให้กับฮอร์โมนภาวะการเจริญเติบโตการผลิตเสปิร์มของผู้ชายลดลงรบกวนการทำงานของระบบเผาผลาญและระบบประสาทมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้
ต่อมานะครับผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักกระทะTeflon(เทฟลอน)และหลายๆคนน่าจะ
รู้ว่ากระทะนี้นั้นมีสารเคมีแต่มันไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่แค่อาจแค่ทำให้เกิดอาการมีไข้เท่านั้น และร่างกายก็สามารถขับสารออกมาในรูปแบบของเสียได้ตามปกติ
แต่จะเป็นอันตรายอย่างมากถ้าสัตว์ปีกที่บังเอิญอยู่ใกล้ๆครัวแล้ว ได้สูดดมสารชนิดนี้ที่ระเหยออกมาเข้าไป เพราะว่ามันสามารถทำให้พวกมันตายได้เลยครับ
แล้วมันเราจะสังเกตได้อย่างไรว่าสารตัวนี้มันระเหยออกมา ?
มันจะสามารถระเหยได้ตอนอุณหภูมิ327องศา
และสามารถสังเกตได้จากควันและกลิ่นไหม้ที่มาจากกระทะไม่ใช่อาหาร
ดังนั้นเวลาทำอาหารก็อย่าใช้ไฟแรงจนเกินไปบ่อยๆ หรือถ้าเริ่มเห็นว่าสารเคลือบเริ่มหลุดร่อนแล้วก็ควรเปลี่ยนใหม่ครับ
นำ้ยาทำความสะอาด
ส่วนสเปรย์ประเภทที่ใช้ฉีดพ่นป้องกันน้ำและคราบสกปรก มันก็จะมีสาร PFCs ผสมอยู่เช่นกัน เพราะมีคุณสมบัติแรงตึงผิวที่ต่ำมาก คราบต่างๆจึงไม่เกาะติดและไม่ทำปฏิกิริยาใดๆกับสารตัวนี้ ซึ่งเวลาใช้งานก็ควรใส่หน้ากากป้องกันให้ดี และควรอยู่ในที่โล่งแจ้งหรือพื้นที่อากาศถ่ายเทดีๆครับ และอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่ควรนำบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ไปใส่ของอุ่นร้อนนะครับ เพราะความร้อนจะทำให้บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษออกมานั่นเอง เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการใช้วัสดุชนิดอื่นที่ไม่ใช่พลาสติกเช่น
-แก้ว
-กระเบื้องเซรามิก
-ไม้
หรือวัสดุจากธรรมชาติอื่นๆ เป็นต้น โดยอาจแลกกับราคาของภาชนะและผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างแพงขึ้นมาอีกหน่อยครับ
ผมหวังว่าข้อมูลที่ผมเอามาฝากทุกคนในวันนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ
เพราะปัจจุบันนี้ทุกๆที่นั้นก็ล้วนที่จะมีสารเคมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นข้างนอกหรือในบ้านผมก็หวังว่าทุกคนจะสามารถป้องกันตัวเองจากสารเคมีเหล่านี้ได้นะครับ สำหรับวันนี้ผมขอลาทุกคนไปก่อนนะครับสวัสดีครับ
ข้อมูลอ้างอิงจาก
ย่อความจากการจัดรายการวิทยุ เด็กรู้สู้ภัย EP.46
ธีภพ เกรียงปริญญากิจ